เข้าใจในความสำคัญของประเภทของประกันสุขภาพ

เข้าใจในความสำคัญของประเภทของประกันสุขภาพ

เข้าใจในความสำคัญของ ประเภทของประกันสุขภาพ หลายคนอาจจะยังรู้สึกว่าทำไมต้องทำประกันสุขภาพ ยิ่งเราเองเป็นคนรักษาสุขภาพ แข็งแรง ไม่เคยเจ็บป่วย ไม่เคยต้องนอนโรงพยาบาลอยู่แล้ว โอกาสที่จะได้ใช้แทบไม่ค่อยมี แล้วจะจ่ายเบี้ยประกันแพงๆทิ้งไปทุกปีๆทำไม? เสียดายเงินเปล่าๆ

เข้าใจในความสำคัญของประเภทของประกันสุขภาพ

จริงอยู่ที่ถ้าเราเป็นคนที่แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เราคงจะมีโอกาสเจ็บป่วยหรือเข้าโรงพยาบาลน้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะมีอะไรมาการันตีได้ว่า ตลอดชีวิตของเราจะไม่มีวันเกิดเรื่องร้ายแรงหรือเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้อย่างแน่นอน เพราะของแบบนี้ ไม่ต้องรอให้โอกาสเกิดขึ้นบ่อยๆหรอกครับ ขอแค่เกิด ”แจ็คพ็อต” ขึ้นแค่ครั้งเดียว บางทีก็อาจจะเพียงพอแล้วที่จะทำให้การเงินเราเสียหายร้ายแรง ทรัพย์สินที่เคยมีอยู่ก็อาจจะหายไปจนหมด เงินเก็บเงินลงทุนต่างๆที่วางแผนไว้ว่าจะได้ใช้ในอนาคตก็อาจจะต้องถูกดึงมาใช้จนเหลือไม่พอ ทำให้เป้าหมายชีวิตและเป้าหมายการเงินต่างๆที่เคยวางไว้ต้องพังทลาย ร้ายแรงกว่านั้นอาจจะลามไปเดือดร้อนถึงทรัพย์สินของคนอื่นด้วย ถ้าทรัพย์สินที่มีอยู่ของเราไม่เพียงพอ แถมตอนนี้โอกาสที่จะเป็นโรคต่างๆก็มีมากขึ้น เพราะนับวันก็ยิ่งจะมีโรคแปลกใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ จนเราไม่ทันระวังตัวอีกด้วย

ถ้าเข้าใจในความสำคัญของการทำประกันสุขภาพและเริ่มสนใจจะทำแล้ว แล้วประกันสุขภาพมีกี่ประเภทกันล่ะ ให้เราได้เลือกใช้

ประกันสุขภาพนั้นเป็น “สัญญาเพิ่มเติม” (Rider) หรือเป็นออฟชั่นเสริม ไว้ทำพ่วงกับประกันชีวิตตัวหลัก ซึ่งก็มีมากมายหลายประเภท แบ่งเป็นหมวดหลักๆได้ 3 หมวดได้แก่ 1.กลุ่มค่าชดเชยทั่วไป 2.กลุ่มค่าชดเชยอุบัติเหตุ และ 3.กลุ่มค่าชดเชยโรคร้ายแรง ซึ่งชื่อย่อแต่ละตัว ของแต่บริษัทอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปก็จะมีชื่อย่อดังนี้

กลุ่มค่าชดเชยทั่วไป

WP (Waiver of Premium) = บริษัทจะจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตตัวหลักแทนคนทำประกันให้ ถ้าคนที่ทำกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ
PB (Payer Benefit) = ถ้าคนทำประกันเป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี แล้วมีผู้ปกครองเป็นคนจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ หากผู้ปกครองที่จ่ายเบี้ยประกันเสียชีวิต หรือทุพพลภาพ บริษัทจะจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตแทนให้
HS (Hospital & Surgical Rider) = ชดเชยกรณีเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทั้งค่าห้อง ค่าหมอ ค่ายา ค่าผ่าตัด ฯลฯ ปัจจุบันมีทั้งแบบแยกจ่ายตามรายการ และแบบเป็นวงเงินเหมาจ่ายรายปี
HB (Hospital Benefit) = จ่ายชดเชยรายวัน กรณีที่นอนโรงพยาบาล

กลุ่มค่าชดเชยอุบัติเหตุ ไล่เรียงการคุ้มครองจากมากไปน้อย

AR1 (Accident Rider ขั้นที่ 1) = จ่ายชดเชยทั้งกรณีนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล, กรณีทุพพลภาพ และกรณีเสียชีวิต จากอุบัติเหตุ
AR2 (Accident Rider ขั้นที่ 2)= จ่ายชดเชยเฉพาะกรณีทุพพลภาพ และกรณีเสียชีวิต จากอุบัติเหตุ
AR3 (Accident Rider ขั้นที่ 3)= จ่ายชดเชยกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเท่านั้น
RCC (Riot Civil Commotion) = เป็นตัวเพิ่มเติมให้ AR แต่ละขั้นให้ครอบคลุมกรณีอุบัติเหตุที่เกิดจากเหตุการณ์จลาจล สงครามกลางเมือง หรือการก่อการร้ายด้วย

กลุ่มค่าชดเชยโรคร้ายแรง

CR(Cancer Rider) = จ่ายชดเชยเมื่อเป็นมะเร็ง และกรณีนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลจากการเป็นโรคในกลุ่มโรคมะเร็ง เช่น โรคมะเร็งตามจุดต่างๆ(ยกเว้นผิวหนัง)
CI (Critical Illness Rider) = จ่ายชดเชยเป็นเงินก้อนใหญ่ให้ทันที หากตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายแรง (ประมาณกว่า 30โรค ส่วนจะมีโรคอะไรบาง ต้องไปดูในรายละเอียดเอานะครับ) ซึ่งมีทั้งแบบที่จ่ายตั้งแต่เป็นโรคร้ายระยะเริ่มต้น หรือจ่ายเมื่อเป็นระยะร้ายแรง เพื่อให้ได้ความคุ้มครองครอบคลุม เราควรเลือกแบบที่จ่ายตั้งแต่เมื่อเป็นระยะเริ่มต้น
เราสามารถเลือกซื้อประกันสุขภาพที่เป็นสัญญาเพิ่มเติมแต่ละตัวตามนี ได้เท่าที่เราต้องการหรือคิดว่าจำเป็นเลยได้เลยครับ