วิธีเข้าใจกลไกป้องกันทางจิต เพื่อการมี สุขภาพจิต ที่ดี

วิธีเข้าใจกลไกป้องกันทางจิต เพื่อการมี สุขภาพจิต ที่ดี

มนุษย์ทุกคนล้วนมีกลไกการป้องกันทางจิตใจอยู่ภายใน แม้แต่ผู้รู้แจ้งที่สุดในหมู่มนุษย์หรือบรรดานักปราชญ์ นักคิดและผู้เป็นอัจฉริยะ แต่ปัญหาคือใครหลายคนยังไม่เข้าใจหรือรู้เท่าทันถึงกลไกป้องกันเหล่านั้นที่เกิดขึ้นกับตนเอง
กลไกการป้องกันทางจิต (Defense Mechanism) ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องส่วนที่เปราะบางอ่อนไหวและจุดอ่อนของที่เราต่างมีกันอยู่ทุกคนให้พ้นจากสิ่งที่คุกคามจิตใจ

ไม่ว่าสิ่งที่คุกคามนั้นจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงหรือเป็นภาพความคิดที่เราสร้างขึ้นมาเอง สิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับวิธีการทำงานของป้อมปราการทางจิตนี้คือมันเกิดขึ้นได้เองอัตโนมัติในจิตใต้สำนึกโดยที่เราไม่รู้ตัว และวิธีการที่เดียวจะควบคุมมันได้คือการน ากลไกป้องกันทางจิตอันไม่มีที่มาที่ไปนั้น ขึ้นมาอยู่ในระดับที่เรารู้สึกตัวได้เป็นเรื่องเศร้า ที่มนุษย์เราจะไม่อาจเติบโตหรือพัฒนาตนเองได้หากอาศัยหลบอยู่แต่ข้างหลังกลไกป้องกันทางจิตเหล่านี้ เราอาจนึกสงสัยบางครั้งว่าทำไมตัวเองถึงไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

ส่วนหนึ่งที่เป็นปัจจัยภายใน เนื่องมาจากการที่เราไม่เข้าใจว่าการป้องกันจิตนั้นเป็นเหมือนกับดาบสองคม ข้อดีของมันคือเป็นสิ่งที่กันให้เราได้หลีกหนีไปจากอารมณ์จุดที่ทำให้เกิดความอับอาย วิตกกังวลหรือซึมเศร้าได้ในขณะเดียวกับที่ปกป้องตัวตนของเรา มันก็สามารถปลูกฝังนิสัยบางอย่างที่เป็นปัญหากับบุคลิกภาพของเราได้เช่นกัน

เมื่อพิจารณาว่ากลไกดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยพลการ หากแต่ถูกสร้างมาเฉพาะเมื่อเราเผชิญกับภัยอันตรายที่คุกคามจิตใจซึ่งสะท้อนให้เรามองเห็นตัวตนและเหตุการณ์จากโลกภายนอกที่เกิดกับประสบการณ์ของเราในด้านที่ไม่ได้สวยงามนัก เราทุกคนล้วนผูกติดกับคุณลักษณะทางบุคลิกภาพที่เราปรารถนาที่จะเป็น ซึ่งเป็นคุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เรายึดถือปฏิบัติแตกต่างกันไป เช่น อยากเป็นคนเข้มแข็งอยากมีความสามารถ อยากเป็นคนฉลาด หรือเป็นอยากที่รัก

ภัยคุกคามที่ว่านี้นี้มาได้หลายทางจากคนภายนอกและกระทั่งตัวเราเอง อาจเป็นเป็นสิ่งที่ทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่รู้สึกขมขื่น หรืออาจเป็นเพียงการตั้งคำถามง่าย ๆ ขึ้นมาว่าเราเป็นคนแบบที่เราอยากเป็นหรือเปล่า หากตัวเราไม่ได้มีคุณสมบัติที่ว่ามาจริง ๆ แค่นั้นกลไกการป้องกันของเราอย่างน้อยอย่างหนึ่งก็จะปรากฏขึ้นโดยอัตโนมัติทันทีเพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามจากคำถามนี้โดยหลักการแล้วกลไกป้องกันทางจิตของเรานั้นเป็นสิ่งที่บ่งบอกวิธีต่อสู้ในแบบของเราที่ใช้ป้องกันตนเองจากสิ่งที่คิดว่ามีสิทธิ์เข้ามาทำร้ายจิตใจ

บางคนอาจต่อต้าน บางคนอาจเก็บกด บางคนอาจเลี่ยงกลบเกลื่อนในรูปแบบและวาระที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่ทุกคนมีร่วมกันในกลไกป้องกันทางจิต โดยพื้นฐานแล้วคือมันสร้างให้เราเกิดความไม่ไว้วางใจตนเอง เนื่องจากในความเป็นจริงแล้วไม่มีมนุษย์ใดที่สมบูรณ์แบบ เราต่างมีความบกพร่องในด้านใดด้านหนึ่งหรือผิดพลาดกันได้ไม่ว่าใครก็ย่อมต้องเคยผ่านประสบการณ์ของความล้มเหลวที่เราไม่อาจรับมือกับปัญหาที่ผ่านเข้ามา ยกตัวอย่างเช่นในวัยเด็กที่ทุกคนต่างมีต้นทุนความทุกข์ไม่เหมือนกัน มีหลายสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ ยังไม่ได้เรียนรู้หรือไม่เข้มแข็งพอที่จะเอาชนะได้เมื่อล้มเหลวสิ่งนั้นก็เกิดเป็นประสบการณ์ที่สร้างบาดแผลทางจิตใจให้

กลไกป้องกันทางจิต จึงทำหน้าที่ปกป้องเราจากอารมณ์ความเจ็บปวดนั้น อย่างไรก็ตามในวัยผู้ใหญ่ผู้คนมากมายได้พัฒนาตนเองจากการเรียนรู้ข้อผิดพลาดที่ผ่านมา บางคนได้ปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหาของตนเองเพื่อก้าวข้ามผ่านช่วงวัยที่เคยล้มเหลว ซึ่งท าให้กลไกป้องกันทางจิตหมดความจำเป็นในการจัดการประสบการณ์ส่วนนั้นเนื่องจากมันไม่ได้เป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้กับจิตใจอีกต่อไปสิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักเกี่ยวกับการป้องกันก็คือมันเป็นสิ่งที่ไม่มีวันเติบโตขึ้นได้ด้วยตัวเอง มันเกิดขึ้นพร้อมกับสิ่งที่เราเป็นในช่วงเวลานั้น เช่นในปัญหาเดียวกันเราก็จะมีแนวทางในการรับมือที่ต่างกันเมื่อเราเติบโตขึ้น โดยนักจิตบำบัด ริชาร์ด ชวาร์ทซ ผู้ริเริ่มการบำบัดด้วยระบบภายในครอบครัว บอกว่ากลไกป้องกันทางจิตเหล่านี้เป็น “บุคลิกย่อย” ที่มีอยู่ลึก ๆ ภายในตัวเราและมีเพียงหน้าที่เดียวคือปกป้องอัตตาของเราจากภัยคุกคามทางจิตใด ๆ ก็ตามต่อส่วนที่เป็นจุดอ่อนของเรา ซึ่งโชคร้ายที่หลายเข้าใจผิดว่ากลไกป้องกันทางจิตนี้ก็เป็น “บุคลิกภาพรวม” และครอบงำสิ่งที่ตนเองเป็นทั้งหมดรวมถึงความอ่อนแอในเบื้องลึกนั้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องใช้ความกล้าในการเผชิญหน้ากับกลไกทางจิตเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาและไม่หลอกตัวเอง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากที่จะทำเพราะมันเป็นพื้นหลบภัยที่ช่วยให้ความคุ้มครองทางจิตใจแต่ทว่าในระยะยาวแล้วมันคือกรงขังจุดอ่อนของเราไม่ให้ออกไปไหนซึ่งส่งผลเสียมากกว่าผลดี

โดยการบำบัดแบบระบบภายในครอบครัวนั้นจะท าให้เรายอมรับสิ่งที่เราเป็นและเห็นกลไกทางจิตที่เราใช้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ช่วยให้ตัวตนที่แท้จริงของตัวเราในวันที่เข้มแข็งขึ้นแล้วนั้นเข้ามาแทนที่กลไกเหล่านั้น โดยไม่จ าเป็นต้องหลบอยู่หลังการป้องกันอีกต่อไป ตามที่ผู้บำบัดชวาร์ทซระบุไว้ กลไกป้องกันทางจิตนั้นแท้จริงแล้วต้องการให้ด้านอ่อนแอของเรากลับมาแข็งแรงอีกครั้ง แต่ตามหน้าที่ของมันแล้วไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

นอกจากพาตัวเราหลบซ่อนจากความเจ็บปวดเท่านั้น ในแง่หนึ่งแล้วการบำบัดจิตมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนความเชื่อที่ไม่ถูกต้องและล้าสมัยเกี่ยวกับตัวเรา แม้ว่าจะมีวิธีการที่ แตกต่างกันไปในแต่ละประเภท แต่ก็มีเป้าหมายคล้าย ๆ กันคือท าความเข้าใจกับกลไกป้องกันทางจิตเพื่อน าไปสู่การเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างแท้จริงในทางที่ดีขึ้น ซึ่งนักบำบัดมีความเห็นพ้องกันว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องใช้เวลาและทำซ้ำหลายครั้ง เนื่องจากเป็นสิ่งที่ถูกฝังอยู่ลึกโดยที่เราไม่รู้ตัว จึงเป็นเรื่องที่เราต้องคอยพิจารณาและถามตัวเองอยู่เสมอถึงสิ่งที่เราเป็นโดยไม่หลบอยู่หลังกลไกป้องกันทางจิต เมื่อถึงจุดหนึ่งความพยายามในการส ารวจตนเองนี้จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ภายในจิตใต้สำนึก และจะช่วยคัดกรอง ตัดสินและนำทางตัวเราเองไปในเส้นางชีวิตไปที่ถูกเหมาะสมและเปลี่ยนแปลงพัฒนาบุคลิกภาพเราในทางที่ดียิ่งขึ้น