คุยเรื่องการเมืองอย่างไรไม่ให้วงแตก และมี สุขภาพดี

งานค้นคว้าล่าสุดพบว่าชาวอเมริกาเลิกคุยประเด็นเรื่องการเมืองกับคนรอบตัวที่ใกล้ชิด คงไม่มีหัวข้อไหนในวงสนทนาที่ทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายได้มากเท่ากับหัวข้อเรื่องการเมือง ที่ทำให้กลายเป็นวง เกาเหลาหม้อโตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการเลือกตั้ง ที่ผู้คนต่างมีเหตุผลของตนเองและมีความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน

ซึ่งพรรคไหนจะชนะไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับการที่ประชากรกว่าครึ่งค่อนประเทศจะเกิดความรู้สึกโกรธเคืองและมีเรื่องให้ต้องขัดแย้งกันเองภายในประเทศ

บนพื้นที่ Social Media เกิดการแตกเป็นหลายเสียงและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันชนิดหูดับตับไหม้ไม่ว่าใครก็สามารถลงรูปภาพ หรือข้อความที่มีการเสียดสีทางการเมือง ความเห็นพ้องและขัดแย้งจากรอบทิศทางหรือแม้แต่ผู้ที่ไม่เลือกข้าง ทั้งหมดล้วนอยู่ในพื้นที่การสื่อสารที่ให้อิสระในการแสดงความคิดเห็นในระดับหนึ่งโดยที่อาจไม่ต้องเปิดเผยตัวตนบนโลกออนไลน์

แต่อย่างไรก็ตามการสนทนาด้วยแป้นพิมพ์ย่อมแตกต่างจากการเผชิญหน้ากันในชีวิตจริงซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าในออฟฟิศสถานที่ทำงาน งานสังสรรค์กับมิตรสหาย หรือแม้แต่ในห้องนั่งเล่นกับครอบครัวภายในบ้านช่วงปี2020 ที่ผ่านมานี้เป็นเวลาแห่งความยากล าบากและท้าทายขึ้นเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่ประเด็นทางการเมืองที่ร้อนระอุ

และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อทั้งโลกต้องเผชิญหน้ากับการระบาดของไวรัสอันตราย COVID-19 ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คนนับล้านสู่ New Normal ที่เลวร้ายยิ่งไปอีกระดับคือมันยังเป็นสิ่งที่นำพาความขัดแย้งให้เกิดในสังคมบ้านเมือง ผลกระทบของเศรษฐกิจ การเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชียที่หนักข้อและรุนแรงขึ้นกว่าครั้งไหน ๆ ทั้งในสื่อออนไลน์และบนท้องถนน ยังไม่นับมาตรการความปลอดภัยที่มีผลบังคับใช้กับสถานประกอบการหลายแห่ง เป็นเหตุให้ประชาชนจะต้องสวมหน้ากากและเว้นระยะห่างทางสังคม กักตัวในที่พักอาศัยแยกจากจากกลุ่มที่พวกเขาดำรงอยู่และมี ปฏิสัมพันธ์ด้วย

ซี่งเป็นเหตุให้งานวิจัย PEW Research ได้พบข้อมูลใหม่ว่าประชากรในประเทศอเมริการ้อยละ 45 ได้หยุดพูดถึงประเด็นเรื่องการเมืองกับผู้คนที่พวกเขารู้จักเราสามารถถกประเด็นเรื่องการเมืองกันโดยไม่ทำลายความสัมพันธ์ได้หรือไม่นั้น คำตอบขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่เราสนทนาด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องที่สามารถพูดคุยกันในขณะที่รักษาความสัมพันธ์ได้การสนทนาคือการแลกเปลี่ยนความคิดทัศนคติ ไอเดียและความเห็นระหว่างผู้คน หากคุณรู้ว่าคู่สนทนาของคุณมีทัศนคติทางการเมืองที่อยู่ตรงข้าม

คุณก็อาจต้องเตรียมรับมือกับทัศนคติในแบบที่แตกต่างไปจากคุณด้วยเช่นกัน มีอยู่หลายครั้งที่ใครหลายคนเอ่ยถึงหัวข้อสนทนาที่มีความอ่อนไหวและน าความสัมพันธ์อันดีเข้ามาเสี่ยงกับประเด็นการเมืองนี้ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ส าคัญและอยู่รอบตัวแต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต ในความเป็นจริงแล้วคนรักเพื่อนแท้และครอบครัวนั้นเป็นผู้ที่คอยอยู่ข้างคุณเสมอต่อให้คุณต้องเจอวันแย่ ๆ

หรือเผชิญช่วงเวลาที่เลวร้ายแค่ไหน ซึ่งหากคุณพิจารณาให้ดีจะรู้ได้ว่าใครคือบุคคลสำคัญในชีวิตและมีค่ากับคุณอย่างแท้จริงยิ่งกว่าประเด็นใด ๆ (โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องการเมือง) ที่คุณต้องมาถกเถียงเอาชนะด้วย ดังนั้นหลัก ๆแล้ววิธีการเห็นต่างอย่างสงบคือการพยายามเข้าใจผู้อื่นให้มากกว่าพยายามให้พวกเขาเห็นด้วยในแบบเดียวกับคุณ เพราะเราก็ไม่อาจเปลี่ยนความคิดเห็นใครได้เสียทีเดียว ในทางกลับกันผู้อื่นก็ไม่อาจเปลี่ยนใจเราได้นอกจากตัวเราเองเช่นกัน

สุขภาพดี เมื่อคุยการเมือง ต้องมี 4 แนวทาง

1. รู้เท่าทันตนเอง ตระหนักถึงภาษากายและน้ำเสียงที่คุณใช้เวลาที่เราพูดคุยกับใกล้ชิดที่เผอิญคิดเห็นต่างกัน พยายามอย่ายักไหล่หรือกรอกตามองด้านบน ไม่ใช้คำพูดว่าร้ายหรือคำพูดที่รุนแรง อยู่ในท่าทางที่ผ่อนคลาย และตั้งใจฟังอีกฝ่ายอย่างจริงใจ ฟังเสียงกันและกันให้มากกว่าขึ้นเสียงโต้แย้งกลบคำพูดอีกฝ่าย เพื่อทำลายมิตรภาพให้แตกละเอียด เพราะไม่มีใครเป็นผู้ชนะด้วยการใช้อารมณ์เกรี้ยวกราดและทำร้ายความรู้สึกผู้อื่น

2. จำกัดเวลาการใช้อินเทอร์เน็ต ตามงานศึกษาวิจัยพบว่าช่วงวัยผู้ใหญ่ใช้เวลาเฉลี่ย 11 ชั่วโมงต่อวันหมดไปกับการใช้งานบน social media ซึ่งบางครั้งเราอาจหยุดพักสมองบ้างจากสิ่งที่ผู้คนรอบข้างแบ่งปันในโลกออนไลน์รวมทั้งประเด็นการเมืองซึ่งอาจเป็นได้ทั้งสิ่งที่เราเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาจเป็นวิธีง่าย ๆ แค่วางเครื่องมือสื่อสารของคุณลงและให้เวลาอยู่กับตัวเอง การทำเช่นนี้เป็นการตัดสิ่งที่รบกวนจิตใจและลดความหมกมุ่นลง ทำให้เราได้รับฟังเสียงของตนเองซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน เป็นการได้ไตร่ตรองความคิดตนเองที่แท้จริงนอกจาก
ข้อมูลที่รับจากสื่อสังคมภายนอก

3. เราไม่สามารถควบคุมผู้อื่นได้ แต่เราสามารถควบคุมสิ่งที่เราจะตอบสนองกับผู้อื่นได้ นึกไว้เสมอว่าความคิดเห็นคำพูดและการกระทำของเราเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นบุคลิกภาพและสิ่งที่เราเป็นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจากทั้งในพื้นที่ออนไลน์ และในชีวิตจริง ดังนนั้แลว้ทุกคนมีสิทธิ์แสดงจุดยืนและสิ่งที่เชื่อได้แต่ตอ้งไม่เกินขอบเขตในส่วนที่จะเกิดความรุนแรงและท าร้ายผู้อื่นไม่ว่าทางกาย วาจาและใจ

4. ปรับความเข้าใจให้ดีโดยเฉพาะกับคนที่คุณรัก เรื่องการเมืองอาจเป็นประเด็นซับซ้อนที่ยิ่งมากความยิ่งมากเรื่องแต่เมื่อขาดการสื่อสารที่ดีและทำความเข้าใจแต่เพียงฝ่ายเดียวก็ทำลายความสัมพันธ์ได้เช่นกัน สิ่งที่ช่วยได้คือหาพื้นที่ตรงกลางที่เราจะเข้าใจและทั้งเห็นใจอีกฝ่าย ใช้เหตุผลให้อยู่บนพื้นฐานของความรัก พึงระลึกไว้เสมอว่าเราทุกคนล้วนไม่มีใครเหมือนกัน และทุกคนควรให้ความเคารพซึ่งกันและกันในความแตกต่างนั้น เรียนรู้ที่จะหาทางตกลงอยู่ร่วมกันด้วยรักได้อย่างสันติ

ช่วยแชร์ต่อด้วยนะ