เรื่องเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพ “มะเร็งปากมดลูก” มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์สตรี ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในสตรีไทย และทำให้มีผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เราจึงควรมาทำความรู้จักโรคนี้กัน
ปากมดลูก คือส่วนของอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงที่ต่อจากมดลูกในช่องท้องโผล่ยื่นออกมาในช่องคลอด ปากมดลูกเป็นทางผ่านของเลือดประจำเดือน ซึ่งมาจากมดลูกและไหลออกมาภายนอกผ่านช่องคลอด ขณะมีเพศสัมพันธ์น้ำอสุจิจะไปอยู่ในช่องคลอดเข้าไปสู่มดลูกทางปากมดลูก เมื่อเกิดการปฏิสนธิกับไข่ผู้หญิงจะให้กำเนิดทารกน้อย มะเร็งปากมดลูกนั้น
แม้จะมีชื่อว่า “มะเร็งปากมดลูก” แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วยังสามารถแพร่กระจายไปตามส่วนต่าง ๆ ของอวัยวะสืบพันธุ์นี้ และบริเวณอื่นของร่างกายได้
สาเหตุสำคัญของโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสฮิวแมนแปปิลโลมา (Human papilloma virus : HPV) ซึ่งติดต่อไปยังบุคคลอื่นได้โดยการมีเพศสัมพันธ์ ในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งอาจจะเคยได้รับเชื้อนี้ แต่ร่างกายสามารถกำจัดไปได้ และมีบางส่วนที่ไม่สามารถกำจัดเชื้อได้ รวมถึงมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูก และทำให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น หูดหงอนไก่ มะเร็งปากมดลูก และอื่น ๆ
ปัจจัยเสี่ยงอื่นนอกเหนือจากเชื้อ HPV ที่กล่าวมา ได้แก่
1.อายุ ส่วนใหญ่มะเร็งปากมดลูกมักพบในผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป
2.มีคู่นอนหลายคน ทำให้มีโอกาสได้รับเชื้อ HPV มากขึ้น
3.สูบบุหรี่
4.มีบุตรจำนวนมาก
5.ร่างกายมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์)
6.ไม่เคยตรวจภายใน เพื่อค้นหารอยโรคระยะก่อนเป็นมะเร็ง (Precancerous lesion) ซึ่งในช่วงเวลานี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่สามารถตรวจพบด้วยการตรวจทางเซลล์วิทยา ที่เรียกว่า แพปสเมียร์ (pap smear) และสามารถรักษาได้ หากตรวจพบรอยโรคในระยะนี้ก็จะสามารถป้องกันการเกิดเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ ดังนั้น ผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมา จึงมีโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกได้สูง
วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในปัจจุบันมีหลายวิธี แต่ที่นิยมใช้ คือ
1.การตรวจเซลล์ปากมดลูกด้วยวิธีทางเซลล์วิทยา หรือแพปสเมียร์ (pap smear) ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจเช็กให้ในขณะที่ทำการตรวจภายใน หลังจากตรวจเสร็จแพทย์จะนัดฟังผลตรวจหรือแจ้งผลให้ทราบในภายหลัง หากมีความผิดปกติก็จะใช้การรักษาตามความผิดปกติของรอยโรค
2.การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยเซลล์วิทยาร่วมกับการตรวจหาเชื้อ HPV ชนิดที่มีความเสี่ยงสูง การตรวจวิธีนี้มีข้อดี คือ แพทย์สามารถให้การดูแลรักษาเซลล์ปากมดลูกที่ผิดปกติได้ดีขึ้น แต่มีข้อเสียคือ ผู้ป่วยต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก
ในปัจจุบันแนะนำให้ผู้หญิงไทยตรวจภายในพร้อมตรวจแพปสเมียร์ในกลุ่มที่มีเพศสัมพันธ์แล้วประมาณ 3 ปี หรืออายุมากกว่า 30 ปี หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ