เลือกประกันสุขภาพยังไงให้เหมาะกับเรา ?

เลือกประกันสุขภาพยังไงให้เหมาะกับเรา ? อย่างแรก ต้องดูจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของเราก่อน ว่าไลฟ์สไตล์แบบเราเนี่ย เสี่ยงต่อการเกิดโรคอะไรมากที่สุด จากนั้น ให้ศึกษาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในโรคนั้น ๆ แล้วมาเปรียบเทียบประกันสุขภาพกับทุนประกัน (หมายถึง ยอดเงินที่คุ้มครองสูงสุดในแต่ละหมวดค่ารักษา หรือรวมทั้งสัญญา) ในแต่ละแผนที่เราสนใจว่าทุนประกันแผนใดที่น่าให้ความคุ้มครองได้ครอบคลุมก็เลือกแผนนั้นเลย

เมื่อเราพูดถึงเรื่อง “การวางแผนการเงิน” โดยทั่วไปแล้วอย่างแรกที่เราจะดูเลยจะไม่ใช่เรื่องของการลงทุน ไม่ใช่เรื่องการจะเอาเงินออมไปวางที่ไหน ให้เงินเรางอกเงยขึ้นได้อย่างไร อย่างที่รู้กันว่าเงินก้อนแรกที่เราควรมีก็คือ “ความจำเป็นพื้นฐาน (Basic Needs)” ซึ่งพี่ทุยว่าเราจะต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เดือนของรายจ่ายเราในแต่ละเดือนเสมอ เพื่อการปรับตัวกรณีที่รายได้เราหยุดลง อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องของการบริหารความเสี่ยง ก็คือกรณีที่เราเจ็บป่วย ซึ่งถ้าเราจะพูดถึงเรื่องนี้มาเป็นอันดับแรกเสมอ แล้วสินค้าการเงินตัวนึงที่มีบทบาทในเรื่องการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นมากเลยก็คือ “ประกันสุขภาพ” นั้นเอง

1. ดูตัวเราเองว่าตอนนี้ถ้าเราต้องนอนโรงพยาบาลเราจะเบิกอะไรตรงได้บ้าง
ไม่ว่าจะเป็นประกันกลุ่มที่บริษัทมีให้ประกันสุขภาพที่เราทำเพิ่มเติมเองหรือค่ารักษาพยาบาลจากบัตรเครดิต บัตรเดบิตต่าง ๆ เพื่อเราจะได้รู้ว่าเมื่อถึงเวลาต้องเบิกจริง ๆ เราสามารถเบิกได้เท่าไหร่ แล้วเบิกจากตรงไหนได้บ้าง?

2. ดูว่าโรงพยาบาลที่เรามีโอกาสเข้าใช้บริการค่ารักษาพยาบาลเป็นอย่างไรบ้าง
ที่โรงพยาบาลทุกที่จะมีฝ่ายที่เราสามารถเดินเข้าไปสอบถามค่ารักษาพยาบาลได้เลยว่า ถ้าเราเป็นโรคนี้ค่ารักษาพยาบาลโดยประมาณจะอยู่ที่เท่าไหร่ เป็นรายการเหมือนเมนูอาหารที่เราดูตามร้านอาหารเลยล่ะ พี่ทุยแนะนำว่าให้ดูส่วนที่เป็นค่าห้องพักหลัก ๆ ส่วนค่ารักษาพยาบาลเน้นดูโรคร้ายแรงที่มีโอกาสเป็น ว่าวงเงินรักษาอยู่ที่เท่าไหร่ เพราะโดยทั่วไปแล้ว ถ้าเป็นโรคธรรมดารักษาหายง่าย ๆ ถ้าโชคไม่ดีเป็นขึ้นมาก็สามารถจ่ายเงินรักษาได้โดยไม่กระทบกับแผนการเงินหรือแผนชีวิตเรามากมาย แต่ถ้าเป็นโรคร้ายแรงที่ค่ารักษาพยาบาลสูงมาก อาจจะทำให้เรามีปัญหาเรื่องการเงินได้ถ้าเราไม่ระวังให้ดี

3. จากนั้นนำข้อที่ 1 และ ข้อที่ 2 มาหาส่วนต่างเพื่อจะได้รู้ว่าเราต้องทำเพิ่มเท่าไหร่หรือว่า ณ ปัจจุบันมีเพียงพอแล้ว
กรณีที่ข้อที่ 1 ครอบคลุมหรือมากกว่าข้อที่ 2 อยู่แล้ว ก็ต้องบอกว่าเราไม่จำเป็นต้องทำเพิ่มแต่อย่างใด แต่ถ้าข้อที่ 2 มากกว่า ก็คือส่วนต่างที่เราควรมีความคุ้มครองมากขึ้น แนะนำว่า ณ ปัจจุบันนี้มีแบบประกันที่เรียกว่าแบบ “เหมา” อยู่ ที่จะดูเป็นวงเงินในการรักษาเป็นหลักไม่ได้แยกรายการค่ารักษาของเป็นรายการ ๆ แบบเมื่อก่อน ก็จะช่วยทำให้เราลดความเสี่ยงที่เราต้องจ่ายเงินเพิ่มในกรณีที่เราต้องนอนโรงพยาบาลได้

ผลิตภัณฑ์ประกันเป็นสินค้าการเงินเป็นเพียงตัวเดียวที่เราสามารถ “โอนย้ายความเสี่ยง” จากตัวเราไปที่คนอื่นได้ แน่นอนว่าการทำประกันหลาย ๆ คนอาจจะมองว่ายังไงก็ไม่คุ้ม เพราะถ้าปีไหนไม่ป่วยก็เหมือนกับเบี้ยจ่ายฟรีไปซะแบบนั้น แต่ว่าความเป็นจริงประกันเป็นสินค้าที่เราจะซื้อหรือไม่ซื้อก็คิดผิดด้วยกันทั้งนั้นแหละ ถ้าซื้อประกันแล้วไม่ป่วย ก็คิดผิดไม่น่าซื้อเลย แต่ถ้าไม่ได้ซื้อประกันแล้วป่วย ก็คิดผิดเหมือนกันว่าทำไมเราถึงไม่ซื้อ ก็ขึ้นอยู่กับที่ตัวเราแล้วล่ะว่าเราอยากคิดผิดแบบไหน การทำประกันจึงไม่ได้มองแค่ความคุ้มค่าที่เป็นตัวเงินเท่าไหร่ แต่เรามองถึงความสบายใจ ความเสี่ยงต่างประกอบด้วยต่างหากละ

ช่วยแชร์ต่อด้วยนะ