ลมพิษเป็นภาวะทางผิวหนังที่พบได้ทั่วไปในคนทุกเพศทุกวัย แม้ว่าโดยปกติแล้วจะไม่เป็นอันตราย แต่ลมพิษอาจทำให้รู้สึกไม่สบายและบางครั้งก็น่าตกใจเนื่องจากเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและมีอาการคันอย่างรุนแรง การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการและทางเลือกในการรักษาจะช่วยให้แต่ละบุคคลจัดการกับภาวะนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและรู้ว่าเมื่อใดควรไปพบแพทย์
หากคุณเคยมีอาการผิวหนังบวมแดงเป็นปื้น คันยุบยิบที่จู่ๆ ก็ขึ้นมาแล้วก็หายไปเองได้ในเวลาไม่นาน นั่นคือผื่นลมพิษ” แม้ส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็สร้างความรำคาญและรบกวนการใช้ชีวิตไม่น้อยเลย
มาทำความรู้จักกับโรคนี้ให้มากขึ้นในฉบับเข้าใจง่ายกัน
ลมพิษเป็นปฏิกิริยาทางผิวหนังที่มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีแดงหรือสีเนื้อปรากฏขึ้นบนผิวหนัง ตุ่มเหล่านี้อาจมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันและอาจเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย มักจะเกิดขึ้นและหายไปภายในไม่กี่ชั่วโมง แต่ตุ่มใหม่ก็อาจเกิดขึ้นได้เมื่อตุ่มเก่าจางหายไป
ลมพิษเกิดขึ้นเมื่อร่างกายปล่อยฮิสตามีนและสารเคมีอื่นๆเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้หลอดเลือดรั่วซึมของเหลวเข้าสู่ผิวหนัง ปฏิกิริยานี้ทำให้เกิดอาการบวม แดง และคัน
ประเภทของลมพิษ
ลมพิษสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก:
1. ลมพิษเฉียบพลัน ลมพิษ
ชนิดนี้มีระยะเวลาน้อยกว่าหกสัปดาห์และเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดจากอาการแพ้ การติดเชื้อ อาหารบางชนิด ยา หรือแมลงกัดต่อย
2. ลมพิษเรื้อรัง
ลมพิษเรื้อรังเป็นอาการที่เกิดขึ้นนานกว่าหกสัปดาห์ และอาจคงอยู่นานหลายเดือนหรือหลายปี ในหลายกรณี สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สาเหตุและปัจจัยกระตุ้นที่พบบ่อย
ลมพิษสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ รวมถึง:
อาการแพ้อาหาร (เช่น อาหารทะเล ถั่ว ไข่ หรือผลิตภัณฑ์จากนม)
ยา (ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด หรือยาต้านการอักเสบ)
การติดเชื้อ (ไวรัสหรือแบคทีเรีย)
แมลงกัดต่อย
ปัจจัยทางกายภาพ เช่น ความร้อน ความเย็น ความดัน แสงแดด หรือการออกกำลังกาย
ความเครียดและปัจจัยทางอารมณ์
สารเคมีหรือเครื่องสำอางบางชนิด
การระบุปัจจัยกระตุ้นส่วนบุคคลเป็นขั้นตอนสำคัญในการป้องกันการเกิดอาการซ้ำ
อาการที่ควรสังเกต
อาการที่สังเกตได้ชัดเจนที่สุดของลมพิษ ได้แก่:
ผื่นคัน นูน บนผิวหนัง
อาการบวมสีแดงหรือสีซีด มีขอบเขตชัดเจน
ความรู้สึกแสบร้อนหรือระคายเคือง
รอยนูนที่เปลี่ยนรูปร่าง เคลื่อนที่ หรือหายไปแล้วปรากฏขึ้นอีกครั้ง
อาการบวมของชั้นผิวหนังที่ลึกกว่าโดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา ริมฝีปาก หรือมือ
หากอาการบวมส่งผลกระทบต่อลำคอหรือทำให้หายใจลำบาก ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์และต้องได้รับการดูแลทันที
โรคผื่นลมพิษวินิจฉัยได้อย่างไร?
โดยปกติแพทย์จะวินิจฉัยโรคผื่นลมพิษจากการตรวจร่างกายและประวัติทางการแพทย์ในกรณีเรื้อรังหรือรุนแรง อาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดหรือการทดสอบภูมิแพ้ เพื่อระบุสาเหตุที่แท้จริงหรือเพื่อตัดความเป็นไปได้ของโรคอื่นๆ ออกไป
การจดบันทึกอาการโดยละเอียด เช่น อาหาร กิจกรรม ยา และระดับความเครียด จะช่วยให้ผู้ให้บริการด้านสุขภาพระบุสาเหตุที่อาจกระตุ้นอาการได้
การรักษาและการจัดการ
แม้ว่าลมพิษมักจะหายไปเองได้ แต่การรักษาจะเน้นไปที่การบรรเทาอาการและป้องกันการเกิดซ้ำ
ตัวเลือกการรักษาทั่วไป ได้แก่:
ยาแก้แพ้เพื่อลดอาการคันและบวม
หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทราบแล้ว
การลดอุณหภูมิผิวด้วยการประคบเย็น
สวมใส่เสื้อผ้าที่หลวมและสบาย
เทคนิคการจัดการความเครียด
ในกรณีที่อาการเรื้อรังหรือรุนแรง แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาที่แรงขึ้นหรือการรักษาเฉพาะทางภายใต้การดูแลของแพทย์
สามารถป้องกันลมพิษได้หรือไม่?
แม้ว่าจะไม่สามารถป้องกันได้ทุกกรณี แต่ขั้นตอนต่อไปนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงของการกำเริบของโรคได้:
หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสิ่งกระตุ้นที่ทราบแล้ว
อ่านฉลากอาหารและยาอย่างละเอียด
ดูแลผิวพรรณให้ดีอย่างสม่ำเสมอ
จัดการความเครียดด้วยเทคนิคการผ่อนคลาย
ปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหาก:
ผื่นลมพิษยังคงอยู่เกินสองสามวันโดยไม่ดีขึ้น
อาการเกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือเรื้อรัง
อาการบวมอาจเกิดขึ้นที่ใบหน้า ริมฝีปาก หรือดวงตา
อาการต่างๆ ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
การได้รับคำแนะนำทางการแพทย์อย่างทันท่วงทีจะช่วยให้ได้รับการจัดการที่เหมาะสมและสร้างความสบายใจ
ลมพิษเป็นภาวะทางผิวหนังที่พบได้บ่อยและโดยทั่วไปสามารถควบคุมได้ แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต การทำความเข้าใจสาเหตุ การสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่นๆ และการปฏิบัติตามวิธีการรักษาที่เหมาะสม จะช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมการระบาดและลดความไม่สบายได้ การตระหนักรู้และการดูแลที่ถูกต้องเป็นกุญแจสำคัญในการใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายกับลมพิษ
