โรคแพนิคหรือโรคตื่นตระหนกเป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากระบบประสาทอัตโนมัติทำงานไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ ทำให้เกิดอาการกลัว ตื่นตระหนก หรือตกใจกลัวอย่างรุนแรงขึ้นมาทันทีทันใด โดยที่ไม่มีอันตรายหรือสาเหตุที่ชัดเจนเกิดขึ้นในขณะนั้น อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดและอาจทำให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวลอย่างมาก แม้ว่าจะไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นจริงก็ตาม
โรคแพนิคสามารถส่งผลกระทบต่อผู้คนทุกเพศทุกวัยและทุกภูมิหลัง และการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับภาวะนี้สามารถช่วยให้บุคคลตระหนักถึงอาการได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และขอความช่วยเหลือที่เหมาะสม
มาทำความเข้าใจโรคนี้ให้มากขึ้นผ่านข้อมูลสำคัญที่น่ารู้กันครับ
1. อาการของ “Panic Attack” (จู่ๆ ก็เป็นขึ้นมา)
อาการมักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงสูงสุดภายใน 10 นาที โดยมีอาการเด่นๆ ดังนี้:
ทางร่างกาย: หัวใจเต้นเร็ว/ใจสั่น, หายใจไม่อิ่ม/รู้สึกแน่นหน้าอก, มือเท้าชาหรือสั่น, เหงื่อแตก, วิงเวียนศีรษะเหมือนจะเป็นลม, มวนท้อง
ทางจิตใจ: ความรู้สึกกลัวอย่างรุนแรง กลัวว่าจะหัวใจวาย กลัวจะเป็นบ้า หรือกลัวว่าจะเสียชีวิต ณ ตอนนั้น
ข้อสังเกต: อาการแพนิคไม่ได้อันตรายถึงชีวิต และมักจะค่อยๆ ทุเลาลงไปเองในเวลา 20–30 นาที แต่ความทรมานคือ “ความกลัวว่าจะกลับมาเป็นอีก” ทำให้ผู้ป่วยเริ่มหลีกเลี่ยงการออกไปไหนมาไหนคนเดียว
2. สาเหตุของโรคแพนิค
ปัจจุบันทางการแพทย์พบว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน:
สารเคมีในสมองไม่สมดุล: โดยเฉพาะสารสื่อประสาทที่ควบคุมความกลัวและความเครียด
พันธุกรรม: หากมีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคกลุ่มวิตกกังวล จะมีโอกาสเป็นได้ง่ายขึ้น
ความเครียดสะสม: การเจอกับเหตุการณ์สะเทือนใจ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต หรือทำงานหนักพักผ่อนน้อยเป็นเวลานาน
สิ่งกระตุ้นภายนอก: การดื่มคาเฟอีน (กาแฟ, ชา, น้ำอัดลม) ปริมาณมาก, แอลกอฮอล์ หรือสารนิโคตินในบุหรี่ สามารถกระตุ้นระบบประสาทให้เกิดอาการแพนิคได้ง่ายขึ้น
3. วิธีรับมือเมื่ออาการแพนิคกำเริบ
หากเริ่มรู้สึกว่าอาการกำลังจะมา ให้ตั้งสติและลองใช้เทคนิคเหล่านี้ครับ:
ท่องจำไว้ว่า “มันจะผ่านไป”: เตือนตัวเองเสมอว่านี่คืออาการแพนิค มันทรมานแต่ไม่อันตรายถึงชีวิต และมันจะหายไปเองในไม่กี่นาที
ควบคุมการหายใจ : สูดหายใจเข้าลึกๆ ทางจมูกนับ 1–4, กลั้นไว้ครู่หนึ่ง, แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ การหายใจช้าลงจะช่วยส่งสัญญาณบอกสมองว่าเราปลอดภัยแล้ว
ดึงสติกลับมาอยู่กับปัจจุบัน : มองหาสิ่งของรอบตัว 5 อย่างที่มองเห็น, 4 อย่างที่สัมผัสได้, 3 อย่างที่ได้ยิน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสมองออกจากความกลัวภายใน
4. แนวทางการรักษาทางการแพทย์
โรคแพนิคสามารถรักษาหายขาดหรือควบคุมอาการให้ใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยแพทย์มักจะใช้ 2 วิธีหลักร่วมกัน:
การรักษาด้วยยา : แพทย์จะจ่ายยาปรับสารเคมีในสมอง (เช่น กลุ่ม SSRIs) ซึ่งต้องกินต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง (ไม่ใช่กินเฉพาะตอนมีอาการ) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพนิคซ้ำ
การบำบัดความคิดและพฤติกรรม : เป็นการพูดคุยกับนักจิตวิทยาเพื่อปรับมุมมองความกลัว เรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับอาการโดยไม่ตื่นตระหนก
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการคล้ายข่ายนี้บ่อยๆ จนเริ่มกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน แนะนำให้ลองเข้าพบจิตแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดดูครับ ยุคนี้การเดินไปปรึกษาจิตแพทย์เป็นเรื่องธรรมดาและช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้เร็วมากๆ
