วิธีแก้ปัญหาท้องอืด รับรองเห็นผล

เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเจอปัญหาท้องอืดท้องเฟ้อ แต่บางคนอาจจะนานๆเป็น บางคนเป็นบ่อยและกลายเป็นปัญหากวนใจ แต่รู้หรือไม่บางทีอาการท้องอืดกำลังบ่งบอกถึงอาการของโรคบางอย่าง ดังนั้นแอดมินมีวิธีการป้องกันอาการท้องอืด รวมทั้งการสังเกตตัวเองว่าท้องอืดท้องเฟ้อที่เป็นนั้น เป็นเพียงอาหารไม่ย่อยหรือมากกว่านั้น

ท้องอืด อาการเป็นอย่างไร  

ผู้ที่มีอาการท้องอืด  จะรู้สึกปวดท้องส่วนบน คือบริเวณระหว่างใต้ลิ้นปี่และเหนือสะดือ จุกเสียด มีลมในท้อง ต้องเรอบ่อยๆ บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อิ่มเร็ว หรืออาจมีอาการแน่นท้อง แม้กินอาหารเพียงเล็กน้อย และแสบบริเวณหน้าอกร่วมด้วย

อาการท้องอืด สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่

-พฤติกรรมการรับประทาน

เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของอาการท้องอืด สำหรับคนทั่วไปเลยทีเดียว การกินอาหารอย่างเร่งรีบ เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด การกินอาหารไม่เป็นเวลา การกินอาหารปริมาณมากเกินไป รวมทั้งการนอนราบทันทีหลังกินอาหารเสร็จ นอกจากนี้ หลายคนคงอาจคิดไม่ถึงว่า การดื่มเครื่องดื่มผ่านหลอด การดูดอมยิ้ม การเคี้ยวหมากฝรั่ง หรือแม้กระทั่งการพูดมาก ก็ทำให้ท้องอืดได้ เพราะว่าเป็นการ “กินลม” หรือนำอากาศเข้าท้อง อาจทำให้เกิดลมในกระเพาะมากเกินไปนั่นเอง

-เกิดจากโรคในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ โรคแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหาร พยาธิในทางเดินอาหาร เป็นต้น

-เกิดจากโรคและภาวะสุขภาพอื่นๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้ว เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคเกี่ยวกับตับอ่อน โรคเบาหวาน และโรคต่อมไทรอยด์ เป็นต้น

-การรับประทานยารักษาโรคบางชนิด มีตัวยาที่รักษาโรคต่างๆ ที่มีผลต่อการทำงานของกระเพาะอาหาร และทำให้เกิดอาการท้องอืด เช่น ยาแก้ปวดข้อทั้งหลายจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ขณะที่ ยานอนหลับ  ยากล่อมประสาท หรือยาปฏิชีวนะบางชนิด จะทำให้กระเพาะและลำไส้บีบตัวน้อยลง

-ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีนเป็นส่วนผสม เช่น เหล้า เบียร์ ชา กาแฟ น้ำอัดลม จะทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ การสูบบุหรี่ ก็เป็นสาเหตุของอาการท้องอืดได้เช่นกัน

-ทานอาหารบางประเภท เช่น อาหารรสจัด จะทำให้เยื่อบุอาหารอักเสบ อาหารไขมันสูง ทำให้กระเพาะทำงานหนักเพราะย่อยยาก และอาหารประเภทนม เป็นต้น การรับประทานอาหารเหล่านี้ในปริมาณมาก หรือบ่อยเกินไปจะส่งผลให้เกิดอาการท้องอืดเพิ่มขึ้นได้

การรับมือเบื้องต้นกับอาการท้องอืด ทำอย่างไรได้บ้าง

หากมีอาการท้องอืดเป็นครั้งคราว ในเบื้องต้น อาจแก้ไขด้วยตนเองโดยการใช้ยาสามัญประจำบ้าน เช่น ยาขับลม หรือ ยาธาตุน้ำแดง หรือไม่ก็อาจหาซื้อ ยาลดกรด ที่มีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป ที่มีคุณสมบัติบรรเทาอาการกรดไหลย้อนจากกรดเกิน ขับลม รวมทั้งบรรเทาอาการที่เกิดจากแผลในกระเพาอาหาร

หลักการสังเกตง่ายๆ สำหรับการเลือกซื้อยาลดกรด คือ ยาประเภทนี้มักประกอบด้วย 2 ตัวยาสำคัญซึ่งใช้เป็นสูตรผสมกัน ได้แก่ อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์  และ แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์  ข้อดีของยา 2 ตัวนี้ คือ จะออกฤทธิ์เฉพาะที่กระเพาะอาหาร จึงไม่รบกวนสมดุลกรด-ด่างในร่างกาย และมีผลต่อระบบขับถ่ายน้อย กล่าวคือ ลดการเกิดอาการท้องผูกและท้องเสียที่อาจเป็นผลข้างคียงของการใช้ยา  2 ชนิดนี้

โดยส่วนใหญ่ ยาลดกรด มักมาในรูปแบบเม็ด ซึ่งวิธีการใช้ยาคือ ต้องเคี้ยวก่อน แล้วค่อยกลืน แต่ในปัจจุบัน มีบางยี่ห้อ ที่พัฒนามาในรูปยาเม็ดแตกตัวเร็ว จึงไม่จำเป็นต้องเคี้ยวก็ได้ ทำให้กินง่ายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรอ่านคำแนะนำบนฉลากยาให้ละเอียด ว่ามีคำระบุว่า “เคี้ยวยา” ก่อนรับประทานหรือไม่

อาการท้องอืดแบบไหน ที่ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน

หากคุณมีอาการเหล่านี้ได้แก่

น้ำหนักลด มีอาการซีด ถ่ายอุจจาระดำ อาเจียนติดต่อกันหรือกลืนอาหารไม่ได้ ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีก้อนในท้อง  มีอาการปวดท้องมาก หรือท้องอืดแน่นท้อง ผิดปกติ

ในผู้สูงอายุนั้น อาการท้องอืด เป็นสัญญาณหนึ่งของมะเร็งในช่องท้อง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน โดยมักมีอาการท้องอืดในช่วงเวลาสั้นๆ และอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด ซีด ซึ่งหากพบว่ามีอาการเหล่านี้ ควรจะรีบพบคุณหมอทันทีเพราะคุณอาจกำลังป่วย

วิธีหลีกเลี่ยงและป้องกันอาการท้องอืด

 

-หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ท้องอืด

แตงโม

แตงโมอุดมไปด้วยน้ำตาลฟรักโทสในระดับที่สูงมาก ผู้ที่รับประทานประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ของคนส่วนใหญ่จะไม่สามารถดูดซึมฟรักโทสได้อย่างเต็มที่ จึงนำไปสู่อาการท้องอืด หรือมีอาการท้องเสียร่วมด้วย

หอมหัวใหญ่

ในหัวหอมใหญ่จะมี “ฟรุกแทน” เป็นคาร์โบไฮเดรตที่เป็นปัญหาต่อช่องท้อง พืชผักตระกูลหอม ไม่ว่าจะเป็นหัวหอมแดง หัวหอมใหญ่ หรือต้นหอม มักดูดซึมในลำไส้ได้น้อย และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำในลำไส้ อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดแก๊สและท้องอืดตามมา

ผักตระกูลกะหล่ำ

ไม่ว่าจะเป็นกะหล่ำปลี บรอกโคลี หรือกะหล่ำดอก ล้วนมีคาร์โบไฮเดรตที่เรียกว่าแรฟฟิโนส ประกอบด้วยน้ำตาล 3 ชนิด คือ ฟรักโทส กลูโคส และกาแลกโทส ซึ่งร่างกายจะไม่สามารถย่อยในระบบทางเดินอาหารได้จนกว่าผักเหล่านี้จะถูกลำเลียงไปยังลำไส้ใหญ่ ที่จะถูกย่อย แต่กว่าจะย่อยได้หมด กากอาหารจากผักนั้นก็จะเกิดการหมักหมมจนกลายเป็นแก๊ส หากไม่อยากท้องอืด ควรนำไปทำให้สุกก่อนทาน

ถั่วต่างๆ

จัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยให้เป็นน้ำตาลได้ยาก หรือเป็นเส้นใยอาหารที่ไม่สามารถย่อยได้ตามธรรมชาติ ไม่สามารถถูกดูดซึมได้ในลำไส้เล็ก จึงทำให้เกิดอาการท้องอืดได้ มักพบในประเภทถั่วเปลือกแข็งทั้งหลาย

หากจะรับประทานถั่วโดยที่ท้องไม่อืด ควรนำถั่วเปลือกแข็งแช่น้ำค้างคืนทิ้งไว้ น้ำจะช่วยให้ถั่วอ่อนนิ่มและยับยั้งคาร์โบไฮเดรตได้ จึงช่วยทำให้ลดอาการท้องอืดที่เกิดขึ้นได้

ธัญพืช

ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ หรือข้าวไรย์ ต่างก็มีส่วนประกอบของฟรุกแทน ที่ไม่สามารถย่อยได้เองตามธรรมชาติ และเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่แพ้กลูเตน คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบการย่อยทางพันธุกรรม

สารให้ความหวานสังเคราะห์

สารให้ความหวานสังเคราะห์อย่างซอร์บิทอล และไซลิทอล ถือว่าเป็นน้ำตาลแอลกอฮอล์ ส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในหมากฝรั่ง น้ำตาลเหล่านี้จะดูดซึมในลำไส้เล็กได้ค่อนข้างช้า จึงอาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องอืด แน่นท้อง และอาจท้องเสียตามมาได้

โยเกิร์ต

โยเกิร์ตมีเชื้อจุลินทรีย์ที่ดีต่อร่างกาย แต่บางชนิดก็อาจก่อให้เกิดผลเสียได้ เพราะโยเกิร์ตคือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ได้จากการหมัก จึงอุดมด้วยน้ำตาลแลกโทส หรือน้ำตาลที่พบในน้ำนมอยู่มากมาย จึงอาจทำให้เกิดการหมักอยู่ในลำไส้และกลายเป็นฟองแก๊สได้

-ไม่รับประทานเนื้อสัตว์พร้อมกับผลไม้ เพราะเนื้อสัตว์จะย่อยได้ช้ากว่าแล้วจะไปขัดขวางการย่อยผลไม้ด้วย

– แบ่งย่อยมื้ออาหารจาก 3 มื้อ เป็น 5-6 มื้อ เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ รับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มให้ช้าลง

-นำสมุนไพรเหล่านี้มาประกอบอาหาร เช่น ขิง สะระแหน่ โหระพา ยี่หร่า กระเทียม ผักชีฝรั่ง ฯลฯ เพราะมีสรรพคุณที่ช่วยขับลมและบรรเทาอาการท้องอืดได้

-จำกัดอาหารประเภทไขมัน

-หลังรับประทานอาหาร ควรขยับร่างกาย เช่น เดินเบาๆ เพื่อช่วยให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวซึ่งจะช่วยกำจัดแก๊สออกจากกระเพาะอาหารและลำไส้

-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้และช่วยบรรเทาความเครียด

-หลีกเลี่ยงความเครียดและความวิตกกังวล

รู้ถึงสาเหตุและวีธีการหลีกเลี่ยงท้องอืด ที่เป็นปัญหาระดับชาติแล้ว ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะคะ

ช่วยแชร์ต่อด้วยนะ