ประกันสุขภาพเด็ก สำหรับเด็กเล็ก และ เด็กโต

ประกันสุขภาพเด็ก สำหรับเด็กเล็ก และ เด็กโต ปัจจุบันมีให้เลือกทั้ง “แบบเหมาจ่าย” หรือ “แบบแพคเกจ” รวมไปถึงมี คุ้มครองแบบผู้ป่วยนอกอีกด้วย ซึ่งก่อนจะซื้อจึงควรเลือกและตรวจสอบผลประโยชน์ที่จะได้รับจากแผนนั้นๆ ก่อนการตัดสินใจ และควรต้องอยู่บนพื้นฐานความเหมาะสมของงบประมาณของตนเองเทียบกับรายได้อีกด้วยเพราะ ถ้าเลือกแบบเบี้ยที่สูงเกินไป ก็อาจจะทำให้ขาดอายุในภายหลังได้

“ข้อดีของการทำประกันสุขภาพให้ลูกน้อย” ว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่น่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่มีลูกน้อย

ได้ความสบายใจ : ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นหลักๆที่หลายๆคนมักคิดซื้อประกันสุขภาพให้ลูกเพราะเรื่องนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลว่า ถ้าเกิดลูกป่วยแล้วเราต้องจ่ายค่ารักษาแพงๆ จะเตรียมเงินจากไหน บางเคสอาจจะถึงขั้นหลายแสนบาทได้ ซึ่งถ้าเรารู้ว่าเราต้องจ่ายค่าเบี้ยปีละเท่านี้ ก็น่าจะเตรียมง่ายกว่า การที่จะต้องมาจ่ายเงินก้อนใหญ่ๆตอนต้องเข้าโรงพยาบาลจริงมั้ยครับ

มีโอกาสหายเร็วขึ้น : ซึ่งแน่นอนว่าพอเรามีประกันสุขภาพให้ลูกแล้ว ก็ไม่ต้องคิดมากเลยว่า ถ้าป่วยจะไปโรงพยาบาลดี หรือ รอให้ดีขึ้นดี ซึ่งบางคนรอให้ดีขึ้นบ้าง หรือไปซื้อยาเองบ้าง ก็กลายเป็นว่ารักษาไม่ถูกจุด แล้วกว่าจะพามาโรงพยาบาลก็อาการหนักแล้ว แบบนี้ก็ทำให้รักษายากขึ้น แถมค่ารักษาก็สูงขึ้นอย่างแน่นอนอีกด้วย แบบนี้อาจจะเรียกง่ายๆว่า “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” ก็ได้ครับ

ได้คุ้มครองทุกโรค : ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญมากๆ เพราะ การทำประกันสุขภาพตั้งแต่อายุน้อยๆ ข้อดีก็คือ เราจะไม่มีประวัติการเจ็บป่วยอะไรมาก่อน ดังนั้นเมื่อกรมธรรม์อนุมัติจึงคุ้มครองทุกโรค แต่ใครที่มักมาทำประกันสุขภาพเมื่ออายุมากๆ ส่วนใหญ่จะเจอปัญหา เพราะมีประวัติสุขภาพมาก่อนทำประกัน เช่นความดันสูงบ้าง เบาหวานบ้าง หรือเคยเป็นเนื้องอก เป็นต้น ดังนั้นบริษัทประกันก็จะรับประกันยากขึ้น หรืออาจจะต้องถูกเพิ่มเบี้ยหรือถูกยกเว้นการคุ้มครองโรคที่เคยเป็นมาก่อน ก็ได้

ประกันสุขภาพเด็ก สำหรับเด็กเล็ก และ เด็กโต

โรคอันตรายในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องระวัง

โรคมือ เท้า ปาก
เกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) และคอคซาคีไวรัส (Coxsackievirus) เป็นสาเหตุ มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี พบได้บ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็ก ซึ่งมักมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กโต จะพบมากในช่วงฤดูร้อน ไวรัสจะทำให้มีไข้ เจ็บคอและมีแผลเกิดขึ้นในปากบนฝ่ามือและฝ่าเท้า

โรคอีสุกอีใส
เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยในเด็ก ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา-ซอสเตอร์ โดยทั่วไปจะพบอัตราการป่วยได้สูงสุดในกลุ่มอายุ 5-9 ปี รองลงมาคือ 0-4 ปี, 10-14 ปี, 15-24 ปี และ 25-34 ปี ตามลำดับ เด็กจะมีไข้ต่ำ มีอาการอ่อนเพลีย และเบื่ออาหารเล็กน้อย จากนั้นผู้ป่วยจะเริ่มมีผื่นขึ้น ซึ่งจะขึ้นพร้อม ๆ กันกับวันที่เริ่มมีไข้ หรือขึ้นหลังจากมีไข้ประมาณ 1-2 วัน

โรคหัด
ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัดคือ “Rubeola” โรคหัดเป็นความเจ็บป่วยเฉียบพลันจากเชื้อไวรัสที่สามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ มักพบในเด็กอายุ 2-14 ปี และพบได้บ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มักไม่พบในทารกอายุต่ำกว่า 6-8 เดือน เนื่องจากยังมีภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากมารดาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ผู้ป่วยจะเริ่มต้นด้วยอาการมีไข้สูงตัวร้อนขึ้นมาทันทีทันใด ในระยะแรกจะมีอาการคล้ายโรคหวัด

โรคไข้เลือดออก
เกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกี (Dengue virus) ซึ่งมีอยู่ 4 สายพันธุ์ จัดอยู่ในกลุ่ม Flavivirus และสามารถแพร่ได้โดยมียุงลายเป็นพาหะ มักเกิดในช่วงหน้าร้อนที่มียุงเยอะ อาการของโรคคือ มีไข้สูงหลายวัน ปวดศีรษะ ซึม ปัสสาวะน้อย อาจมีอาการหวัด ปวดเมื่อยตัว คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ในปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถกำจัดเชื้อไข้เลือดออกได้

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
พบมากในเด็กอ่อน เด็กเล็ก เป็นโรคที่เกิดการติดเชื้อที่อาจเกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราบริเวณเยื่อหุ้มที่หุ้มรอบสมองและไขสันหลังจนทำให้บริเวณดังกล่าวอักเสบบวม อาการที่พบมักมีไข้สูง เด็กกระสับกระส่าย ร้องโยเย ร้องไห้เสียงสูง ไม่ดูดนม อาจมีอาเจียน มีอาการชัก บริเวณกระหม่อมโป่งนูนจากการเพิ่มความดันในสมอง

ไวรัส RSV
ในช่วงปลายฝนต้นหนาว หนึ่งในโรคที่เป็นปัญหาสำคัญในวัยทารกและเด็กเล็กที่คุณพ่อคุณแม่คงเคยได้ยินกันบ่อยๆ ก็คือ “โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV” ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการคล้ายไข้หวัด แต่อาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้

ช่วยแชร์ต่อด้วยนะ