อาหารเสริม ไม่ได้ช่วยคุณจากโรคจอประสาทตาเสื่อม

การมองเห็นถือเป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสที่มีความสำคัญต่อมนุษย์เราเป็นอย่าง ดังนั้นเชื่อว่าคุณเองก็พยายามที่จะรักษาจอประสาทตาของคุณให้ดีที่สุด ทำให้บางที คุณอาจจะลองทานอาหารเสริมเพื่อหวังว่ามันจะช่วยรักษาหรือป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม หรือ AMD ได้ แต่หารู้ไม่ว่า คุณกำลังเปลืองเงินโดยใช่เหตุ

อาหารเสริม ไม่ได้ช่วยคุณจากโรคจอประสาทตาเสื่อม

ทำความรู้จักกับโรคจอประสาทตาเสื่อม โรคจอประสาทตาเสื่อม หรือโรค AMD (Age-Related Macular Degeneration) เป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากความเสื่อมในส่วนกลางของจอประสาทตา ซึ่งเกิดเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น นับเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้มีความสูญเสียความสามารถ ในการมองเห็นในผู้สูงอายุปัจจุบันประชากรโลกมีอายุเพิ่มมากขึ้น จึงพบว่าโรคนี้เป็นปัญหาทางสาธารณสุขมากขึ้นเรื่อย ๆ มีการประเมินพบว่าโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาบอดมากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 54) โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี จึงมักเรียกว่าโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมเนื่องจากอายุ

ปัจจัยเสี่ยงที่มีอิทธิพลต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม

     1.อายุ พบบ่อยในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี

     2.พันธุกรรม พบว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยจะมีประวัติที่คนในครอบครัวเป็นมาก่อน

3.เชื้อชาติ/เพศ พบว่าส่วนมากเป็นในคนผิวขาวและเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

4.บุหรี่ การสูบบุหรี่ จะมีโอกาสเกิดโรคนี้เร็วกว่าผู้ไม่สูบถึง 10 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูบบุหรี่ที่มีประวัติครอบครัวร่วมด้วยจะมีโอกาสเพิ่มถึง 30 เท่า

อาการเริ่มต้นของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม

1.ภาพบิดเบี้ยว มองเห็นเส้นตรงเป็นเส้นขาด

2.มองภาพหรืออ่านหนังสือที่ต้องใช้งานละเอียดยากกว่าปกติ

3.มองไม่เห็นส่วนกลางของภาพ

4.การมองภาพต้องใช้แสงเพิ่มขึ้น มองเห็นลดลง ไม่ตรงกลางเส้น การมองเห็นสีลดลง

ทุกวันนี้ มักมีผู้ป่วยสอบถามจักษุแพทย์ ตามโฆษณาขายอาหารเสริมตามท้องตลาด ในชื่อต่างๆ อ้างสรรพคุณรักษาได้ทุกต้อ แก้ไขน้ำวุ้นตาเสื่อม สายตาเมื่อยล้าจากการใช้คอมพิวเตอร์ นานๆ บางชนิดโฆษณาว่ารักษาได้ทุกต้อโดยไม่ต้องผ่าตัด ผู้ป่วยโรคตาที่สูงอายุกลัวการผ่าตัดจึงหันไปใช้ ทำให้พลาดโอกาสในการได้รับการรักษาที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น เป็นต้อหิน ควรจะรับการรักษาที่ถูกต้องทันที กลับไปมัวทดลองอาหารเสริมก่อนจนตามัวมาก หมดหนทางแก้ไข ซึ่งสายเกินที่จะรักษาให้สายตากลับคืน

ตัวยาที่อาหารเสริมเหล่านั้นโฆษณาที่พบบ่อยคือ ลูทีน และ ซีแซนทีน เนื่องจากลูทีน (Lutein) และ ซีแซนทีน (Zeaxanthin) เป็นสารธรรมชาติที่มีในพืชผักผลไม้หลายชนิด เป็นสารในตระกูลของสารแคโรทีนอยด์ และพบได้ในบริเวณดวงตา โดยเฉพาะตรงบริเวณเลนส์ตาและจอรับภาพตา

ที่จริงทั้ง 2 ตัวเป็นสารในกลุ่ม carotenoid ที่มีในธรรมชาติมากกว่า 600 ชนิด แต่เฉพาะ ลูทีน และ ซีแซนทีนพบในแก้วตาและจอจา (โดยพบ ซีแซนทีนมากที่บริเวณ macula ส่วน ลูทีน พบมากที่ periphery) ทั้ง 2 ตัวทำหน้าที่ช่วยกรองแสงที่อันตรายเข้าตา ป้องกันรังสีจากแสงแดด ปกป้องเซลล์รับรู้การเห็นถูกทำลาย จึงอาจจะป้องกันหรือช่วยชลอการเกิดต้อกระจกและโรคจอตาเสื่อม ได้

ทั้งนี้มีรายงานการศึกษาจากหน่วยงานในสหรัฐ พยายามศึกษาหาว่า มีอาหารอะไรบ้างที่ชลอการเกิดภาวะ AMD   โดยทดลองให้ผู้สูงอายุทานวิตามินทุกวันติดต่อกัน 5 ปี ได้แก่ วิตามินซี 500 มิลลิกรัม วิตามิน E 400 IU ,เบต้าเคโรทีน 50 มิลลิกรัม, สังกะสี 80 มิลลิกรัม(ซึ่งปริมาณเหล่านี้ได้มาจากการประชุมตกลงกันของจักษุแพทย์กับเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านสารอาหาร) ผลการศึกษาพบว่า สูตรข้างต้นไม่มีผลดี แต่กลับพบว่าเมื่อให้ เบต้าเคโรทีน ในผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ กลับพบมีผู้ป่วยเป็นมะเร็งปอดมากขึ้น

สรุปแล้วเราจึงไม่ควรขวนขวายหาอาหารเสริมที่มี ลูทีน หรือ ซีแซนทีน รับประทาน แต่ใช้วิธีเลือกจากอาหารบำรุงสายตา ซึ่งพบว่ามีมากในพืชสีเขียว เช่น กะหล่ำ ผักโขม ถั่วลันเตา ต้นอ่อนกะหล่ำดาว ถั่วพิสตาชิโอ บรอกโคลี ข้าวโพด ไข่ แครอท ผักคะน้า ผักบุ้ง ผักปวยเล้ง ผักกาดหอม ผักโขม แตงกวาทั้งเปลือก ซูกินีทั้งเปลือก ถั่วแขก อะโวคาโด มัสตาร์ด ฟักทอง เป็นต้น

เมื่อรู้แล้วก็ไม่ควรไปหลงเชื่อโฆษณายาวิเศษ อาหารเสริมที่มากด้วยคุณภาพ การโฆษณาที่มีผู้ป่วยมาแสดงเป็นตัวตนว่า อาหารเหล่านี้มีคุณภาพ จึงไม่น่าเชื่อถือเป็นส่วนใหญ่ การทานอาหารที่มีพืชสีเขียวก็น่าจะเพียงพอสำหรับคนทั่วไป หากเป็นโรค AMD อยู่ ควรปรึกษาจักษุแพทย์ดีที่สุด

ช่วยแชร์ต่อด้วยนะ