หัวใจที่แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาวะโดยรวม หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย นำออกซิเจนไปสู่1อวัยวะสำคัญและช่วยให้เราทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันได้ การดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตหลายด้าน เช่น การรับประทานอาหารที่สมดุล การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและการจัดการกับความเครียด
น้ำผักผลไม้ธรรมชาติอุดมไปด้วย สารต้านอนุมูลอิสระ , โพแทสเซียม, ไนเตรต และวิตามิน ที่ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันเลว ขยายหลอดเลือด และลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี วิธีง่ายๆ อย่างหนึ่งในการปรับปรุงพฤติกรรมการกินคือการเพิ่มผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารเข้าไปในมื้ออาหารประจำวัน ซึ่งรวมถึงการดื่มน้ำผักผลไม้คั้นสดด้วย
ผักและผลไม้บางชนิดมีโพแทสเซียม วิตามินซี โฟเลต สารต้านอนุมูลอิสระและสารประกอบที่เป็นประโยชน์อื่นๆ ซึ่งช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดให้เป็นปกติ อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำผักผลไม้ควรเป็นเพียงส่วนเสริมของอาหารมื้อหลักที่ครบถ้วน ไม่ใช่การทดแทนการรับประทานผักและผลไม้สดทั้งผล เนื่องจากกระบวนการคั้นน้ำจะทำให้สูญเสียใยอาหารส่วนใหญ่ไป ซึ่งใยอาหารเหล่านี้มีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระดับคอเลสเตอรอล
แล้วน้ำผักผลไม้ชนิดใดบ้างที่น่าสนใจสำหรับการมีหัวใจที่แข็งแรงขึ้น? มาสำรวจทางเลือกที่มีคุณค่าทางโภชนาการและวิธีดื่มอย่างปลอดภัยกัน
1. น้ำบีทรูท: แหล่งของไนเตรตจากธรรมชาติ
บีทรูทเป็นที่รู้จักจากสีแดงเข้มและมีสารไนเตรตตามธรรมชาติ ร่างกายสามารถเปลี่ยนไนเตรตเหล่านี้ให้เป็นไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้หลอดเลือดคลายตัวและส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดให้เป็นปกติ
ประโยชน์ที่อาจได้รับจากน้ำบีทรูท ได้แก่:
ช่วยส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือดให้เป็นปกติ
ช่วยรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในบางบุคคล
เป็นแหล่งของโฟเลต โพแทสเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ
คุณสามารถทำน้ำบีทรูทได้โดยนำบีทรูทที่ปอกเปลือกแล้วมาปั่นรวมกับน้ำเปล่าและน้ำมะนาวเล็กน้อย หากต้องการรสชาติที่ดื่มง่ายขึ้น สามารถผสมแตงกวาหรือแอปเปิลลงไปได้
แม้ว่างานวิจัยจะชี้ให้เห็นว่าน้ำบีทรูทอาจช่วยลดความดันโลหิตได้บ้างในบางคน แต่น้ำบีทรูทไม่สามารถใช้ทดแทนยาความดันโลหิตที่แพทย์สั่งได้ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไตหรือมีประวัติเป็นนิ่วชนิดแคลเซียมออกซาเลต ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนว่าบีทรูทเหมาะสมกับคุณหรือไม่
2. น้ำทับทิม: อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
ทับทิมมีสารโพลีฟีนอล รวมถึงแอนโทไซยานินและสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ สารเหล่านี้ช่วยปกป้องเซลล์จากภาวะเครียดจากออกซิเดชัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคเรื้อรังอื่นๆ
ประโยชน์ที่อาจได้รับจากน้ำทับทิม ได้แก่:
ให้สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย
เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจโดยรวม อาจมีส่วนช่วยส่งเสริมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี แม้ว่าหลักฐานในเรื่องนี้จะยังมีจำกัดก็ตาม
ควรเลือกน้ำทับทิมชนิดไม่เติมน้ำตาล หากรสชาติเข้มข้นเกินไป ให้เจือจางด้วยน้ำเปล่าแทนการเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อม
น้ำทับทิมมีคุณค่าทางโภชนาการ แต่ข้อกล่าวอ้างที่ว่าน้ำทับทิมสามารถขจัดภาวะหลอดเลือดอุดตันหรือป้องกันอาการหัวใจวายได้นั้น ยังไม่มีหลักฐานรองรับเพียงพอ ผู้ที่กำลังใช้ยาควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนบริโภคน้ำทับทิมในปริมาณมากเป็นประจำ โดยเฉพาะหากมีความกังวลเรื่องปฏิกิริยาระหว่างน้ำทับทิมกับยาที่ใช้อยู่
3. น้ำมะเขือเทศ: แหล่งของไลโคปีน
มะเขือเทศอุดมไปด้วยไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่ทำให้มะเขือเทศมีสีแดง ไลโคปีนมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีการศึกษาถึงความเกี่ยวข้องที่เป็นไปได้ระหว่างสารชนิดนี้กับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
นอกจากนี้ น้ำมะเขือเทศยังให้วิตามินซีและโพแทสเซียม โดยปริมาณจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และวิธีการเตรียม
ประโยชน์ที่อาจได้รับ ได้แก่:
ได้รับไลโคปีนและสารประกอบจากพืชที่เป็นประโยชน์อื่นๆ
ได้รับสารอาหารที่ช่วยให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ
เป็นทางเลือกที่มีรสชาติกลมกล่อมสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการดื่มน้ำผลไม้รสหวาน
หากต้องการทำน้ำมะเขือเทศดื่มเองที่บ้าน สามารถทำได้ง่ายๆ โดยนำมะเขือเทศสุกมาปั่นรวมกับน้ำเปล่า น้ำมะนาว และใบโหระพาสด ควรหลีกเลี่ยงการเติมเกลือมากเกินไป โดยเฉพาะหากคุณมีภาวะความดันโลหิตสูงหรือได้รับคำแนะนำให้จำกัดปริมาณโซเดียม
หากเลือกซื้อน้ำมะเขือเทศสำเร็จรูป ควรตรวจสอบฉลากโภชนาการอย่างละเอียด เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีโซเดียมในปริมาณสูง ซึ่งอาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องควบคุมระดับความดันโลหิต
4. น้ำส้ม: วิตามินซีเพื่อสุขภาพในทุกๆ วัน
ส้มเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นแหล่งวิตามินซีชั้นยอด ซึ่งวิตามินชนิดนี้มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันตามปกติ การสร้างคอลลาเจน และการปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ
น้ำส้มสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารที่สมดุลได้ แต่ควรคำนึงถึงปริมาณที่ดื่ม เนื่องจากน้ำส้มมีน้ำตาลตามธรรมชาติและมีใยอาหารน้อยกว่าการรับประทานส้มทั้งผล
ข้อแนะนำมีดังนี้:
เลือกน้ำส้มคั้นสดที่ไม่เติมน้ำตาล
ดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ แทนการดื่มหลายแก้วตลอดทั้งวัน
รับประทานส้มทั้งผลเป็นประจำเพื่อให้ได้รับใยอาหารมากขึ้น
ควรดื่มน้ำส้มควบคู่ไปกับมื้ออาหารที่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ แทนการพึ่งพาน้ำส้มเพียงอย่างเดียวเพื่อให้ได้สารอาหาร
แม้ว่าวิตามินซีจะช่วยส่งเสริมสุขภาพโดยรวม แต่การดื่มน้ำส้มเพียงอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้โดยตรง โดยทั่วไปแล้ว การรับประทานผลไม้ทั้งผลเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับการบริโภคในชีวิตประจำวัน เนื่องจากใยอาหารในผลไม้ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องและส่งเสริมพฤติกรรมการกินที่ดีต่อสุขภาพ
5. น้ำแครอท: เบต้าแคโรทีนและสารอาหารอื่น ๆ
แครอทมีเบต้าแคโรทีน ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ นอกจากนี้ยังมีสารประกอบจากพืชหลากหลายชนิดที่ช่วยเสริมคุณค่าทางโภชนาการให้กับอาหารในแต่ละวัน
น้ำแครอทเป็นวิธีที่สะดวกในการบริโภคผัก โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่รับประทานผักสดในปริมาณที่ไม่เพียงพอ
ประโยชน์ทางโภชนาการที่อาจได้รับ ได้แก่:
ได้รับเบต้าแคโรทีนและแคโรทีนอยด์อื่นๆ
ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและดวงตาให้เป็นปกติ ผ่านวิตามินเอที่มีอยู่
ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับอาหารที่เน้นการบริโภคผัก
หากต้องการทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพด้วยตนเอง ให้ลองนำแครอทมาปั่นรวมกับแตงกวาและขิงเล็กน้อย แนะนำให้ใช้เครื่องปั่นแทนเครื่องคั้นน้ำ เพื่อให้ยังคงมีใยอาหารหลงเหลืออยู่ในเครื่องดื่ม
ควรดื่มน้ำแครอทในปริมาณที่พอเหมาะ น้ำแครอทไม่ใช่การรักษาโรคหัวใจ และน้ำตาลตามธรรมชาติที่มีอยู่ในแครอทอาจสะสมเป็นปริมาณมากได้หากดื่มในปริมาณที่มากเกินไป
6. น้ำผักโขมและเคล: ผักใบเขียวเพื่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
ผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักโขมและเคล อุดมไปด้วยโฟเลต วิตามินเค แคโรทีนอยด์ และสารอาหารอื่นๆ การรับประทานผักเหล่านี้เป็นประจำสามารถช่วยส่งเสริมรูปแบบการรับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจได้
ประโยชน์ที่อาจได้รับ ได้แก่:
ได้รับโฟเลต ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของเซลล์ตามปกติ
ได้รับสารประกอบจากพืชที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ
ช่วยเพิ่มปริมาณการบริโภคผักโดยรวม
คุณสามารถทำน้ำผักสีเขียวง่ายๆ ได้โดยนำผักโขม แตงกวา แอปเปิลเขียว และเลมอนมาปั่นรวมกัน โดยใส่ผลไม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยเพื่อช่วยปรับรสชาติโดยไม่ทำให้เครื่องดื่มมีรสหวานจนเกินไป
สำหรับผู้ที่ใช้ยาวาร์ฟาริน หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดอื่นๆ ที่ไวต่อวิตามินเค ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินเคในปริมาณที่สม่ำเสมอ และปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์หากต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารครั้งใหญ่ นอกจากนี้ ผักโขมยังมีปริมาณออกซาเลตสูง ผู้ที่มีแนวโน้มเกิดนิ่วชนิดแคลเซียมออกซาเลตในไตอาจจำเป็นต้องขอคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์
7. น้ำแตงโม: แหล่งเติมความสดชื่นและคืนความชุ่มชื้นให้ร่างกาย
แตงโมประกอบด้วยน้ำ วิตามินซี และไลโคปีน อีกทั้งยังมีสารซิทรูลีน (Citrulline) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตไนตริกออกไซด์ (Nitric oxide) ในร่างกาย
น้ำแตงโมอาจช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับร่างกายได้ดี โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน การได้รับน้ำอย่างเพียงพอจะช่วยส่งเสริมระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานได้ตามปกติ แม้ว่าปริมาณน้ำที่แต่ละคนต้องการจะแตกต่างกันไปก็ตาม
สำหรับการทำน้ำแตงโม ให้ใช้แตงโมสดนำมาปั่นและดื่มโดยไม่ต้องเติมน้ำตาลเพิ่ม การเติมใบสะระแหน่หรือบีบน้ำมะนาวลงไปจะช่วยเพิ่มรสชาติให้ดียิ่งขึ้น
ควรทราบว่าน้ำแตงโมมีน้ำตาลจากธรรมชาติ และโดยทั่วไปจะมีใยอาหารน้อยกว่าการรับประทานผลสด ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรคำนึงถึงปริมาณคาร์โบไฮเดรตและเลือกบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมกับแผนการรับประทานอาหารของตนเอง
8. น้ำฝรั่ง: วิตามินซีและสารอาหารจากพืช
ฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินซีเป็นพิเศษ และยังมีใยอาหารหากรับประทานทั้งผล ด้วยคุณค่าทางโภชนาการเหล่านี้ ฝรั่งจึงเป็นส่วนเสริมที่ดีสำหรับการรับประทานอาหารที่หลากหลาย
ประโยชน์ที่อาจได้รับ ได้แก่:
ให้วิตามินซีซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและการสร้างคอลลาเจน
ให้สารต้านอนุมูลอิสระจากพืช
ช่วยเพิ่มความหลากหลายในการบริโภคผักและผลไม้
หากต้องการเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ให้ปั่นฝรั่งสดกับน้ำ โดยกรองกากออกเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น และหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลหรือนมข้นหวาน
การรับประทานฝรั่งทั้งผลมักเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเนื่องจากยังคงใยอาหารไว้ได้มากกว่า แม้ว่าฝรั่งจะมีส่วนช่วยให้ได้รับโภชนาการที่ดี แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าน้ำฝรั่งสามารถป้องกันโรคหัวใจได้โดยเฉพาะ
9. น้ำแอปเปิลผสมแตงกวา: ส่วนผสมที่ให้ความรู้สึกเบาสบายและสดชื่น
แอปเปิลมีสารโพลีฟีนอล ส่วนแตงกวาให้ทั้งน้ำและวิตามินรวมถึงแร่ธาตุในปริมาณเล็กน้อย การนำมาผสมกันจะได้เครื่องดื่มที่สดชื่นและมีรสชาติกลมกล่อม
สูตรทำง่ายๆ ประกอบด้วย:
แอปเปิลลูกเล็ก 1 ผล
แตงกวาครึ่งผล
น้ำมะนาวเล็กน้อย
น้ำเปล่าตามต้องการ
นำส่วนผสมทั้งหมดมาปั่น โดยพยายามเก็บกากไว้ด้วยหากเป็นไปได้
แอปเปิลมีความเกี่ยวข้องกับรูปแบบการรับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจ เนื่องจากมีใยอาหารและสารประกอบจากพืช อย่างไรก็ตาม การคั้นเป็นน้ำจะทำให้ปริมาณใยอาหารลดลง ดังนั้น การรับประทานแอปเปิลทั้งผลควบคู่ไปกับแตงกวาจึงมักมีประโยชน์มากกว่าการดื่มน้ำที่ผ่านการกรองกากออกเพียงอย่างเดียว
10. น้ำสับปะรดผสมขิง: รสชาติอร่อยโดยไม่ต้องเติมน้ำตาลเพิ่ม
สับปะรดมีวิตามินซีและสารประกอบจากพืชอื่นๆ ส่วนขิงมีสารที่ให้รสชาติและกลิ่นเฉพาะตัว เช่น จินเจอรอล (gingerols) การผสมผสานนี้ทำให้ได้เครื่องดื่มที่สดชื่นโดยไม่จำเป็นต้องเติมน้ำตาลเพิ่ม
วิธีเตรียมคือ นำสับปะรดปริมาณเล็กน้อยมาปั่นกับน้ำและขิงสดฝานบางๆ อาจบีบน้ำมะนาวเพิ่มได้หากต้องการ
ข้อดีหลักคือเครื่องดื่มชนิดนี้ช่วยเพิ่มปริมาณการบริโภคผลไม้และสามารถใช้ทดแทนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าน้ำสับปะรดผสมขิงสามารถเสริมสร้างความแข็งแรงให้หัวใจหรือป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้โดยตรง ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือผู้ที่มีอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนบริโภคขิงในปริมาณมากเป็นประจำ
วิธีเลือกน้ำผลไม้หรือน้ำผักที่ดีต่อหัวใจ
น้ำผลไม้หรือน้ำผักแต่ละชนิดไม่ได้มีความเหมาะสมสำหรับการบริโภคในชีวิตประจำวันเท่ากันเสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบ วิธีการเตรียม ปริมาณที่บริโภค และสภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล
โปรดพิจารณาคำแนะนำต่อไปนี้:
1. หลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาล เลือกเครื่องดื่มที่ทำจากวัตถุดิบธรรมชาติโดยตรง โดยไม่มีการเติมน้ำตาล น้ำผึ้ง ไซรัป หรือส่วนผสมเข้มข้นที่ให้ความหวาน
2. เลือกใช้ผลไม้และผักสดทั้งผล การบริโภคแบบทั้งผลจะช่วยรักษาใยอาหารไว้ได้มากกว่า และโดยทั่วไปจะทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานกว่าการดื่มในรูปแบบน้ำผลไม้
3. ควบคุมปริมาณให้เหมาะสม การดื่มในปริมาณเล็กน้อยประมาณ 120–150 มิลลิลิตร ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับส่วนผสมและความต้องการทางโภชนาการของแต่ละบุคคล นี่เป็นเพียงแนวทางทั่วไป ไม่ใช่ปริมาณที่กำหนดว่าต้องดื่มให้ครบในแต่ละวัน
4. จำกัดปริมาณโซเดียม ข้อนี้สำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะเมื่อเลือกดื่มน้ำมะเขือเทศหรือน้ำผักรวมที่มีวางจำหน่ายทั่วไป
5. เปลี่ยนวัตถุดิบให้หลากหลาย หมุนเวียนชนิดของผักและผลไม้ที่นำมาใช้ แทนที่จะดื่มน้ำผักผลไม้ชนิดเดิมซ้ำๆ ทุกวัน
6. คำนึงถึงภาวะสุขภาพของตนเอง ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง มีระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง หรือจำเป็นต้องจำกัดปริมาณน้ำที่ได้รับต่อวัน อาจต้องจำกัดการดื่มน้ำผักผลไม้บางชนิดหรือปรับปริมาณการดื่มให้เหมาะสม
7. อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ น้ำผักผลไม้บรรจุกล่องหรือขวดอาจมีการเติมน้ำตาล โซเดียม หรือส่วนผสมเข้มข้นอื่นๆ ควรตรวจสอบข้อมูลโภชนาการแทนการเชื่อคำกล่าวอ้างทางการตลาดเพียงอย่างเดียว
3 สูตรน้ำผักผลไม้เพื่อสุขภาพหัวใจ
สูตรที่ 1: บีทรูท แอปเปิล และเลมอน
ส่วนผสม:
บีทรูทขนาดเล็ก ¼–½ หัว
แอปเปิลขนาดเล็ก ½ ผล
เลมอน (บีบเอาแต่น้ำ)
น้ำเปล่า (ตามความเหมาะสม)
วิธีทำ: ล้างและเตรียมวัตถุดิบให้พร้อม จากนั้นนำไปปั่นรวมกับน้ำเปล่า โดยไม่ต้องกรองกากออก เพื่อคงใยอาหารไว้
ทำไมถึงแนะนำ: บีทรูทให้สารไนเตรตจากธรรมชาติ ส่วนแอปเปิลช่วยเพิ่มรสชาติและสารอาหารจากพืช
สูตรที่ 2: มะเขือเทศและแตงกวา
ส่วนผสม:
มะเขือเทศสุก 2 ผล
แตงกวา ½ ผล
ใบโหระพาสด
เลมอน (บีบเอาแต่น้ำ)
วิธีทำ: ปั่นส่วนผสมทั้งหมดจนเป็นเนื้อเดียวกัน หลีกเลี่ยงการเติมเกลือ หรือหากจำเป็นต้องใส่ ควรใส่เพียงเล็กน้อยตามความเหมาะสมกับแผนการรับประทานอาหารของคุณ
ทำไมถึงแนะนำ: ส่วนผสมที่มีรสชาติกลมกล่อมนี้ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ร่างกายและให้สารอาหารจากพืช โดยไม่จำเป็นต้องเติมน้ำตาลเพิ่ม
สูตรที่ 3: ฝรั่งและมะนาว
ส่วนผสม:
ฝรั่งขนาดเล็ก 1 ผล
น้ำเปล่า (ตามความเหมาะสม)
มะนาว (บีบเอาแต่น้ำเล็กน้อย)
วิธีทำ: ปั่นฝรั่งกับน้ำเปล่าและน้ำมะนาว หากจำเป็นต้องกรองกากออกให้กรองเฉพาะเท่าที่จำเป็น และห้ามเติมน้ำตาล
ทำไมถึงแนะนำ: ฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารอาหารจากพืช เป็นทางเลือกที่ให้รสชาติอร่อยแทนเครื่องดื่มที่มีการเติมน้ำตาลได้เป็นอย่างดี สูตรเหล่านี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทางโภชนาการทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่การรักษาสำหรับภาวะความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง หรือโรคหัวใจอื่น ๆ
วิธีอื่น ๆ ในการดูแลสุขภาพหัวใจ
แม้ว่าน้ำผักผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการจะเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพได้ แต่การปกป้องสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดนั้นจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือไปจากการเลือกเครื่องดื่มที่เหมาะสม
รับประทานอาหารที่สมดุล
ควรบริโภคผัก ผลไม้สด ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่วชนิดต่าง ๆ และแหล่งโปรตีนที่เหมาะสม พร้อมทั้งจำกัดปริมาณโซเดียม เนื้อสัตว์แปรรูป ไขมันทรานส์ และอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
หากสุขภาพของคุณเอื้ออำนวย ควรตั้งเป้าหมายในการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่มีความหนักระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือออกกำลังกายที่มีความหนักสูงในปริมาณที่เทียบเท่ากัน กิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดิน การปั่นจักรยาน และการว่ายน้ำ ล้วนช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพของหัวใจและหลอดเลือดได้
ดูแลระดับความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
การตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยให้ตรวจพบปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้ก่อนที่จะปรากฏอาการ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยา การควบคุมอาหาร และการติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่ทำให้หลอดเลือดเสียหายและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างมาก การเลิกสูบบุหรี่สามารถช่วยปรับปรุงสุขภาพให้ดีขึ้นได้ไม่ว่าจะเลิกในอายุเท่าใดก็ตาม
พักผ่อนให้เพียงพอและจัดการกับความเครียด
การมีสุขนิสัยในการนอนที่ดีและรู้วิธีจัดการกับความเครียดอย่างเหมาะสม จะช่วยส่งเสริมสุขภาวะโดยรวม และทำให้การรักษาพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพเป็นไปได้ง่ายขึ้น
บีทรูท ทับทิม มะเขือเทศ ส้ม แครอท ผักใบเขียว แตงโม ฝรั่ง แอปเปิล แตงกวา สับปะรด และขิง ล้วนเป็นแหล่งสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการรับประทานอาหารที่สมดุล โดยบางชนิดมีสารไนเตรตจากธรรมชาติ ในขณะที่บางชนิดให้วิตามินซี โพแทสเซียม แคโรทีนอยด์ หรือโพลีฟีนอล ซึ่งช่วยสนับสนุนการทำงานตามปกติของร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ไม่มีน้ำผักผลไม้ชนิดใดเพียงชนิดเดียวที่สามารถรับประกันได้ว่าหัวใจจะแข็งแรงหรือป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ แนวทางที่ดีที่สุดคือการให้ความสำคัญกับการรับประทานผักและผลไม้สด เลือกดื่มน้ำผักผลไม้ที่ไม่เติมน้ำตาลในปริมาณที่พอเหมาะ รับประทานอาหารที่สมดุล ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงดูแลระดับความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
