เลือกประเภทประกันอย่างไรให้เหมาะกับคุณ

เลือกประเภทประกันอย่างไรให้เหมาะกับคุณ หลายคนที่ยังไม่เคยทำประกันอาจจะมองว่าจะ ทำประกันไปทำไม? ด้วยที่ต้องมาจ่ายค่าเบี้ยประกันแพงๆ แถมยังเสียเวลาอีกด้วย แต่อีกมุมหนึ่งหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น หกล้มหัวแตก รถชน ไฟไหม้ บาดเจ็บจนพิการหรือถึงแก่ชีวิต คุณก็ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไว้เอง หรืออาจเป็นภาระต่อครอบครัว หากเราทำประกันไว้ ก็สามารถช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินได้

ดังนั้นแล้วประกันเป็นสินค้าตัวหนึ่งที่ดีมากๆ มีความเสี่ยงต่ำ สามารถบอกผลตอบแทนได้และยังช่วยลดภาระทางการเงินหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ดังนั้นการทำประกันภัยถือว่าเป็นบริการทางการเงิน ทว่าด้วยประกันนั้นมีหลากหลายประเภททำให้เกิดความสับสนในการเลือกซื้อ บทความนี้จึงจะมาแนะนำว่าประเภทของประกันนั้นมีอะไรบ้าง และเราจะสามารถเลือกประกันที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างไร

การเลือกประกันที่เหมาะสม ดูจากความต้องการและสภาพแวดล้อมของผู้เอาประกันเป็นหลัก บางคนมีลูกที่ต้องเลี้ยง บางคนทำงานมีความเสี่ยง บางคนมีทรัพย์สินมากอาจต้องรับความคุ้มครองพิเศษ ปัจจัยทุกอย่างสามารถถูกนำมาพิจารณาเรื่องประกันได้แทบทั้งสิ้น

สำหรับการพิจารณาทำประกันทั่วไป จะมีการพิจารณาที่อยู่นอกเหนือจากความต้องการและสภาพแวดล้อม คือ “พิจารณาความเสี่ยง” และ “พิจารณารายได้” ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

พิจารณาความเสี่ยง
1.ความเสี่ยงในการทำงาน: การทำงานรวมไปถึงการเดินทางก็นับเป็นความเสี่ยงประการหนึ่ง หากทำงานใกล้บ้าน งานออฟฟิศ อาจใช้เป็นการทำประกันสุขภาพ ที่มีความเกี่ยวข้องกับออฟฟิศซินโดรม แต่ถ้าออกต่างจังหวัดบ่อย งานมีความเสี่ยงสูง ประกันอุบัติเหตุและประกันชีวิตอาจมีความสำคัญมากขึ้น

2.ความเสี่ยงด้านสุขภาพ: แม้ว่าจะดูแลสุขภาพดีแค่ไหนแต่ความเสี่ยงในโรคภัยก็ยังคงเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การทำประกันสุขภาพไว้ล่วงหน้าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับการแบ่งเบาความเสี่ยงที่อาจเกิดในอนาคต

3.เป็นผู้หารายได้หลักของครอบครัว: ครอบครัวต้องพึ่งพิงรายได้ของคนใดคนหนึ่งในครอบครัวเป็นหลัก ควรที่จะมีประกันชีวิตเพื่อคุ้มครอง เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น หรืออุบัติเหต จนไม่สามารถทำงาน หรือขาดรายได้ คนข้างหลังจะลำบาก แล้วควรจะทำประกันชีวิตเท่าไหร่ดี ก็ขึ้นอยู่กับรายจ่ายครอบครัวต่อปี คูณด้วย 5 ปี ได้เท่าไหร่นั้นก็คือทุนประกันชีวิตที่ควรจะมีเพื่อให้คนข้างหลังสามารถมีชีวิตอยู่อย่างปกติและมีเวลาตั้งตัวได้ หากเบี้ยประกันชีวิตที่ต้องส่งนั้นสูงเกินกว่าที่จะส่งไหวก็ยังไม่จำเป็นต้องทำทุนประกันสูงถึงที่คำนวณไว้ให้เริ่มจากจ่ายเบี้ยประกันชีวิตน้อยๆ และเมื่อจ่ายไหวค่อยทำประกันชีวิตฉบับใหม่เพื่อให้ครอบคลุม

4.ความเสี่ยงจากปัจจัยอื่นๆ: เนื่องจากการทำประกันนั้นมีหลากหลายชนิด ดังนั้นควรเลือกทุกอย่างให้ครอบคลุม เช่น การทำประกันภัยให้รถยนต์ ทำประกันอัคคีภัยให้บ้าน หากมีครอบครัวอาจต้องให้ความสำคัญในด้านการทำประกันชีวิตเพิ่มเติม เพื่อรองรับความเสี่ยงให้คนที่อยู่ข้างหลัง

หากรู้ความเสี่ยงของตัวเองแล้ว เราก็สามารถพิจารณาแบบประกันและความคุ้มครองที่เกี่ยวข้องได้ง่ายขึ้น รวมถึงสามารถคำนวณจำนวนเงินที่สามารถทำประกันได้ง่ายขึ้น เพื่อความสบายใจในการจ่ายเบี้ยประกันระยะยาว